
รีวิว The Witcher 3: Blood and Wine — บทสรุปสุดยิ่งใหญ่ของนักล่าอสูรผู้โดดเดี่ยว
Blood and Wine คือ DLC ที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมาในวงการเกม — สวยงาม ลึกซึ้ง และปิดฉากการเดินทางของ Geralt ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ยินดีต้อนรับสู่ Toussaint — โลกสวยงามที่สุดในประวัติศาสตร์เกม
ถ้าใครเคยผ่านโลกหม่นหมองของ Temeria และ Skellige มาแล้ว การก้าวเท้าเข้าสู่ Toussaint ครั้งแรกนี่รับรองเลยว่าต้องอ้าปากค้าง เพราะทุกอย่างเปลี่ยนไปราวกับคนละเกม — ท้องฟ้าสีครามสด ทุ่งองุ่นไล่ระดับสี ปราสาทหินสีขาวเหลืองตัดกับดอกไม้นานาพันธุ์ มันสวยงามจนรู้สึกเกือบจะผิดธรรมชาติเมื่อเทียบกับบรรยากาศหนักหน่วงของเกมหลัก
สิ่งที่ CD Projekt Red ทำได้ยอดเยี่ยมมากคือการใช้ความขัดแย้งระหว่างบุคลิกของ Geralt กับบรรยากาศของ Toussaint ให้เป็นประโยชน์ ลองนึกภาพนักล่าอสูรขาตะกุยโคลนผู้หน้าบึ้งตลอดเวลา ถูกโยนเข้าไปในดินแดนที่ทหารรักษาการณ์ประกาศจับกุมผู้ร้ายเป็นกลอนคู่ นั่นแหละคือ Blood and Wine ตั้งแต่ต้น ฉากเปิดมันตลกแบบรู้ตัว เหมือน CDPR ขอยิ้มส่งท้ายก่อนลาจากซีรีส์ที่ตัวเองรักมาหลายปี
Toussaint ออกแบบมาให้ผู้เล่นอยากหยุดเดินแล้วหันมองรอบๆ ทุกสองก้าว ไม่ว่าจะเป็นเมือง Beauclair ที่ดูเหมือน Carcassonne ในฝัน หรือหมู่บ้านชนบทที่แสงแดดยามบ่ายสาดลงบนหลังคากระเบื้องสีส้ม ในยุคที่ open world game เต็มไปด้วยแผนที่กว้างแต่ว่างเปล่า Toussaint พิสูจน์ว่าขนาดไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด — คือความใส่ใจในรายละเอียดต่างหาก
เนื้อเรื่อง — นิทานเทพนิยายที่มีเลือดเป็นหมึก
Blood and Wine เปิดด้วยสัญญาใหญ่ที่ลากเราเข้าสู่คดีสืบสวนที่ดีที่สุดในเกมทั้งหมด Geralt รับงานสืบสวนคดีฆาตกรรมอัศวินผู้ดีที่มีลายเซ็นลึกลับ เนื้อเรื่องถักทอเอาตำนาน Arthurian เอาตำนาน fae และความเป็น noir เข้าไว้ด้วยกันได้อย่างแนบเนียน จังหวะการเดินเรื่องกระชับกว่าเกมหลักเยอะมาก ไม่มีช่วงเวิ่นเว้อให้รู้สึกเหนื่อย
มีหนึ่งช่วงในครึ่งหลังของเรื่องที่เนื้อหาไปในทิศทางแปลกประหลาดจนแบ่งแฟนออกเป็นสองฝั่ง — ฝั่งที่รักมันสุดๆ กับฝั่งที่งงว่านี่เกมอะไร แต่ส่วนตัวมองว่านั่นคือจุดแข็งอย่างหนึ่ง เพราะมันแสดงให้เห็นว่า CDPR ไม่กลัวที่จะลองอะไรใหม่ แม้จะอยู่ในสถานะสุดท้ายของซีรีส์ก็ตาม
และที่พิเศษมากคือโทนของเรื่องทั้งหมด — Blood and Wine มีกลิ่นอายของการ "ปิดบท" ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็น vineyard ที่ Geralt ได้รับ หรือบทสนทนาหลายๆ ตอนที่พูดถึงวัยชราและการวางดาบ มันทำให้เราอินกับตัวละครที่ผ่านร้อนผ่านหนาวด้วยกันมาหลายร้อยชั่วโมงอีกครั้งในแบบที่ต่างออกไป
Gameplay และระบบใหม่ — ลากคนจบเกมแล้วกลับมาเล่นอีก
ระบบ Mutations คือไฮไลต์ด้าน gameplay อย่างไม่ต้องสงสัย สำหรับผู้เล่น level สูงที่รู้สึกว่าการต่อสู้เริ่มจืดชืด ระบบนี้คือยาแก้ขนานเอก Geralt สามารถลงทุน ability point และ mutagen เพื่อปลดล็อกความสามารถใหม่ที่ค่อนข้าง "บ้า" อย่างเช่น ทำให้ Aard กลายเป็นระเบิดแช่แข็ง — ศัตรูที่ไม่ล้มจะถูกแช่แข็ง ส่วนคนที่ล้มจะระเบิดเป็นชิ้นๆ ความรู้สึกของการปลดล็อก mutation ใหม่มันเหมือนได้ซุปเปอร์พาวเวอร์ชุดใหม่จริงๆ
ศัตรูชุดใหม่ราว 20 ตัวก็ทำหน้าที่ได้ดี โดยเฉพาะพวกที่บังคับให้ทิ้ง pattern เก่า quen-roll-hack-repeat ที่หลายคนใช้มาหลายร้อยชั่วโมง ส่วน Hanse ที่เป็นค่ายโจรขนาดใหญ่ก็เพิ่มความสนุกด้าน action ได้ดีทีเดียว แม้จะไม่ได้ deep ในแง่กลยุทธ์มากนัก แต่ความมันส์จากการกรูเข้าไปชนกองทัพโจรนั้นใช้ได้เลย
ส่วน Corvo Bianco หรือ vineyard ของ Geralt นั้น... ต้องพูดตรงๆ ว่ามันน่าผิดหวังเล็กน้อย ระบบการปรับปรุงบ้านมีตัวเลือกน้อยเกินไป และถ้าคุณมีเงินเหลือจากเกมหลัก (ซึ่งแทบทุกคนต้องมีแน่นอน) ก็ซื้อครบหมดได้ในชั่วโมงแรก ทำให้ mechanic ที่น่าจะเป็นจุดเด่นกลายเป็นแค่ฉากประกอบ แต่ก็ยังสร้าง atmosphere ของการ "ใช้ชีวิตบั้นปลาย" ได้อย่างดีในเชิงอารมณ์
กราฟิกและเสียง — มาตรฐานที่ยังไม่มีใครแตะได้
ณ เวลาที่รีวิวนี้เขียน Blood and Wine ยังคงเป็นหนึ่งในโลก open world ที่งดงามที่สุดที่เคยปรากฏในวิดีโอเกม แสงแดดในช่วงบ่ายคล้อยที่สาดลงบน vineyard เสียงลมที่โชยผ่านทุ่งลาเวนเดอร์ เมืองที่มีชีวิตชีวาจริงๆ ทั้งหมดนี้คือการออกแบบที่ใส่ใจทุกพิกเซล
ดนตรีประกอบของ Marcin Przybyłowicz ยังคงยอดเยี่ยมเหมือนเดิม โดยเฉพาะธีมหลักของ Toussaint ที่ฟังแล้วรู้สึกทั้งสนุกสนานและเศร้าในเวลาเดียวกัน การพากย์เสียงทำได้สมบูรณ์แบบตามสไตล์ CDPR อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเสียงของ Geralt ที่บึ้งตึงตามปกติ หรือ NPC ชาว Toussaint ที่พูดด้วยน้ำเสียงอวดดีอย่างเป็นธรรมชาติ
สรุป — คุ้มทุกบาทที่จ่ายไป
Blood and Wine คือ DLC ที่พิสูจน์ว่า "ส่วนเสริม" ไม่จำเป็นต้องเป็นแค่ content เพิ่มเติม แต่สามารถเป็นประสบการณ์ที่สมบูรณ์ในตัวเองได้ ด้วยแผนที่ขนาดใหญ่ เนื้อเรื่องหลัก 20+ ชั่วโมง และ side quest คุณภาพสูงอีกนับไม่ถ้วน ราคาที่ขายนี่เรียกว่าโจรกรรมชัดๆ (ในทางที่ดี)
สำหรับคนไทยที่ยังลังเลอยู่ว่าจะซื้อไหม คำตอบง่ายมาก — ถ้าคุณเล่น The Witcher 3 ผ่านแล้วและรักมัน Blood and Wine คือสิ่งที่คุณต้องเล่นก่อนตาย ถ้าคุณยังไม่เคยเล่น The Witcher 3 เลย ให้ซื้อ Complete Edition ที่รวม DLC ทั้งหมดมาด้วยแล้วเริ่มเลย — คุ้มมากที่สุดในบรรดาเกม RPG ทั้งหมดที่มีในตลาด
Blood and Wine ไม่ใช่แค่บทสรุปที่ดีของ The Witcher 3 — มันคือบทสรุปที่ดีของการทำเกม RPG ยุคหนึ่ง และเป็นข้อพิสูจน์ว่าการลาจากสามารถงดงามได้ไม่แพ้การมาถึง
รีวิวเกมอื่นๆ

รีวิว Granblue Fantasy Relink: Endless Ragnarok (CBT) — เบียทริกซ์มาแล้ว สายบู๊เทคนิคสูงที่ทำให้ยิ้มไม่หุบ

สัปดาห์นี้มันส์! Crimson Desert, Death Stranding 2 PC และอีกเพียบ เปิดตัวพร้อมกัน

Crimson Desert เผยสเปกและกราฟิกทุกแพลตฟอร์ม! PC รัน 4K/60fps ได้ ส่วน PS5 Pro รองรับ Enhanced PSSR
